ภาวะขาด "คาเฟอีน" เฉียบพลัน ทำให้ปวดหัวจริงหรือไม่

ภาวะขาด “คาเฟอีน” เฉียบพลัน ทำให้ปวดหัวจริงหรือไม่

ภาวะขาด “คาเฟอีน” เฉียบพลัน ทำให้ปวดหัวจริงหรือไม่ เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องของอาการขาดคาเฟอีนกันอยู่บ้าง เพราะเมื่อเราหยุดทานกาแฟแบบหักดิบ อาจจะทำลายสุขภาพเราเป็นอย่างมาก เนื่องจากเราหยุดดื่มกระทันหัน เราจะมีอาการปวดหัวมากๆ อาการนี้จะเรียกว่าภาวะขาดคาเฟอีนนั่นเองค่ะ

กาแฟ

หนึ่งในเครื่องดื่มยอดนิยมที่หลายคนดื่มในยามเช้าหรือยามง่วงนอน เพื่อปลุกสมองให้ตื่นตัว คลายความเหนื่อยล้าทั้งทางกายและทางจิตใจ และนอกจากประโยชน์ที่คุ้นเคยกันนี้ เชื่อว่ากาแฟยังอาจมีประโยชน์ทางการแพทย์ด้านอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ป้องกันโรคพาร์กินสัน โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เก๊าท์ อัลไซเมอร์ หืด มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอด และมะเร็งเต้านม เป็นต้น

ภาวะขาด "คาเฟอีน" เฉียบพลัน ทำให้ปวดหัวจริงหรือไม่

ประโยชน์ของกาแฟ

1.เพิ่มความตื่นตัวของสมอง 

การดื่มกาแฟ ชา และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทั้งหลายตลอดวันดูเหมือนจะช่วยเพิ่มความตื่นตัวของร่างกายและสมอง ปลุกความสดชื่นให้สมองปลอดโปร่ง โดยหลายงานวิจัยชี้ว่าการได้รับคาเฟอีนสามารถช่วยเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าในระหว่างวัน เช่น การศึกษาหนึ่งที่ให้ผู้เข้าร่วมทดลองสุขภาพดีรับคาเฟอีน 250 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ตอน 9 โมงเช้าและบ่ายโมง เป็นเวลานาน 3 วัน ซึ่งพบว่าคาเฟอีนช่วยลดความง่วง เพิ่มความตื่นตัวและความจดจ่อในช่วงระหว่างวันได้ดี

2.ป้องกันโรคนิ่วในถุงน้ำดี 

การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอย่างกาแฟอย่างน้อยวันละ 400 มิลลิกรัมดูเหมือนจะมีส่วนช่วยลดการเกิดโรคนี้ได้ โดยจากการศึกษาในผู้ที่ไม่เคยมีประวัติป่วยด้วยโรคนิ่วในถุงน้ำดีมาก่อนจำนวนหลายพันคน ปรากฏว่าความเสี่ยงต่อโรคทั้งชายและหญิงจะยิ่งลดลงเมื่อได้รับคาเฟอีนในปริมาณที่มากขึ้น โดยการดื่มกาแฟวันละ 800 มิลลิกรัม หรือเทียบเท่ากับกาแฟประมาณ 4 แก้วขึ้นไปต่อวันจะให้ผลดีในการป้องกันการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้ดีที่สุด

3.ป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง 

งานวิจัยหนึ่งที่มีผู้เข้าร่วมทดลอง 5,145 คน ดื่มกาแฟวันละ 1 หน่วยบริโภค วันละไม่เกิน 2 หน่วยบริโภค วันละ 2-2.5 หน่วยบริโภค หรือวันละ 2.5 หน่วยบริโภคขึ้นไป ผลการศึกษาชี้ว่าปริมาณการดื่มกาแฟที่มากขึ้นจะยิ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง และยังมีบางงานวิจัยที่กล่าวแนะนำประสิทธิภาพของกาแฟต่อการป้องกันโรคนี้ว่าการรับประทานกาแฟวันละ 3 แก้วอาจช่วยลดโอกาสเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงได้อย่างมีนัยสำคัญ

ทว่าผลการศึกษาที่เป็นไปในทางตรงข้ามก็มีเช่นกัน โดยมีการรวบรวมข้อมูลที่เกิดขึ้นก่อนหน้างานวิจัยข้างต้น ผลสรุปว่าการบริโภคกาแฟหรือชาที่มีคาเฟอีนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง แต่การบริโภคกาแฟที่ผ่านการลดคาเฟอีนแล้วต่างหากที่มีความสัมพันธ์กับอัตราการเกิดโรคที่ลดลง ผลการศึกษาเกี่ยวกับสรรพคุณในด้านนี้ของกาแฟจึงยังมีความขัดแย้งและไม่อาจสรุปได้ชัดเจน

ภาวะขาด "คาเฟอีน" เฉียบพลัน ทำให้ปวดหัวจริงหรือไม่

4.ป้องกันโรคเบาหวาน 

จากการศึกษาประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กาแฟอาจมีส่วนช่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ เช่น งานวิจัยหนึ่งที่ศึกษากับผู้ที่ไม่มีโรคเบาหวาน มะเร็ง หรือโรคหัวใจและหลอดเลือด แล้วพบว่าการดื่มกาแฟในระยะยาวมีส่วนช่วยยับยั้งการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อย่างมีนัยสำคัญ หรือการทดลองในกลุ่มผู้ที่เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ที่พบว่าการดื่มกาแฟโดยไม่ใส่น้ำตาลหรือครีมเทียมอย่างน้อยวันละ 3 ครั้งต่อวันให้ผลดีที่สุดในการป้องกันการเกิดโรคเบาหวานในกลุ่มที่เสี่ยงต่อโรค

ประโยชน์ที่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอจะระบุประสิทธิภาพ

1.ลดอาการปวดศีรษะและไมเกรน 

หนึ่งในคำแนะนำสำหรับวิธีบรรเทาอาการปวดศีรษะที่อาจเคยได้ยินบ่อยครั้งก็คือการดื่มกาแฟ สาเหตุอาจมาจากการที่คาเฟอีนนั้นมักถูกใช้เป็นส่วนผสมในยาบรรเทาอาการปวดบางชนิด โดยอาจช่วยให้ยามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ทว่าการรับประทานกาแฟที่มีคาเฟอีนนั้นจะช่วยให้หายจากอาการปวดศีรษะได้จริงอย่างที่เชื่อกันหรือไม่ ทางวิทยาศาสตร์เองยังไม่พบคำตอบในเรื่องนี้ ตรงกันข้าม ยังคาดว่าคาเฟอีนอาจเป็นตัวการให้เกิดอาการปวดศีรษะเสียเองได้เช่นกัน

2.ลดความตึงเครียด 

ว่ากันว่าการดื่มกาแฟช่วยลดความตึงเครียด แต่หลักฐานการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสรรพคุณลดความเครียดของกาแฟนั้นไม่ยังไม่พบแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ชี้ว่าการได้รับคาเฟอีนอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้าในเด็กชั้นมัธยมอีกด้วย

ทำไมหยุดดื่มกาแฟ ถึงปวดหัว?

เนื่องจาก คาเฟอีนมีฤทธิ์ในการกระตุ้นประสาท ช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า กระฉับกระเฉง อีกทั้งยังมีสารเสพติดด้วย การได้รับทุกวันจะทำให้ร่างกายต้องการสารที่ว่านี้ตลอด หากไม่ได้รับจะเกิดอาการปวดหัว อ่อนเพลีย ง่วงซึม หดหู่ และไม่มีสมาธิได้

ทำไมบางคนไม่ปวดหัว?

อาจจะมีบางคนที่หยุดดื่มกาแฟได้สบายๆ แค่อยากดื่มกาแฟเพราะไม่กระปรี้กระเปร่า แต่ไม่ได้มีอาการปวดหัวแต่อย่างใด แต่กับอีกคนอาจจะปวดหัวมากๆ จนต้องพึ่งยาแก้ปวด ที่อาการที่เกิดขึ้นกับแต่ละคนเมื่อหยุดดื่มกาแฟออกมาไม่เหมือนกัน เพราะถ้าหากปกติเป็นคนดื่มกาแฟต่อวันมากๆ อาการหลังหยุดดื่มก็จะรุนแรงมากกว่าคนอื่นๆ ไปด้วยนั่นเอง

ภาวะขาด "คาเฟอีน" เฉียบพลัน ทำให้ปวดหัวจริงหรือไม่

อยากแก้อาการติดคาเฟอีน ควรอย่างไร?

เพื่อไม่ให้เกิดอาการปวดหัวหลังหยุดดื่มกาแฟ ควรเปลี่ยนวิธีเป็นค่อยๆ ลดปริมาณในการดื่มลงเรื่อยๆ เช่น จากวันละ 3 แก้วเป็นวันละ 2 แก้ว 1 แก้ว แล้วค่อยๆ ขยับระยะเวลาห่างขึ้นเรื่อยๆ เช่น 2 วัน 1 แก้ว หรือแค่อาทิตย์ละ 2 แก้ว เป็นต้น 

นอกจากกาแฟแล้ว ยังมีเครื่องดื่มอื่นๆ ที่มีคาเฟอีนอยู่ด้วย เช่น ชา โกโก้ ที่มีคาเฟอีนเหมือนกัน แต่ปริมาณน้อยกว่ามาก แต่ควรหลีกเลี่ยง ไอศกรีมรสกาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มเกลือแร่ ที่มีคาเฟอีนเหมือนกัน แต่มีน้ำตาลสูงด้วย และหากเลือกดื่มชา และโกโก้ ก็อย่าใส่น้ำตาลมากจนเกินไป หรือไม่ควรใส่น้ำตาลเลยจะดีที่สุด

ภาวะขาด “คาเฟอีน” เฉียบพลัน ทำให้ปวดหัวจริงหรือไม่ เนื่องจากเราทานกาแฟกันจนเคยชินแล้ว การที่เราหยุดทานแบบหักดิบ อาทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อตัวเราได้ ดังนั้น หากเราจะหยุดทานเราควรที่ จะทานให้น้อยลงเพื่อให้ร่างกายของเราปรับตัวได้นั่นเองค่ะ

เซรั่มหน้าใสสุดฮิต ลดรอยสิว กู้ผิวพังแบบเร่งด่วน  นอกจากครีมบำรุงผิวหน้าที่เราต้องใช้เป็นประจำทุกวันแล้วนั้น ก็ยังมีตัวสกินแคร์ที่จะมาเป็นหนึ่งในตัวช่วยในการบำรุงผิวของเรา เพื่อฟื้นฟูและช่วยดูแลผิวหน้าของเราในฉบับเร่งด่วน

เช็คอินภูเก็ตกันดีกว่า  เชื่อว่าหลายคน กำลังแพลนทริปหาที่เที่ยวกันอยู่ใช่ไหมค่ะ หยุดทั้งที่ต้องออกไปเปิดหูเปิดตากันบ้าง เป็นการชาร์ตแบตให้กับตัวเรานั่นเองค่ะ และวันนี้ เรามี 10 ที่เที่ยว จังหวัดภูเก็ตมาแนะนำให้เพื่อนๆ ไปเช็คอินกันค่ะ จะมีที่ไหนกันบ้างเราไปดูกันเลยค่ะ